จากนี้ไป ผมก็จะขอพูดถึง การเข้ามาเป็น 1 ในวงดงบังชินกิสักหน่อย เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากๆ และผมก็จะไมมีวันลืมวันแรกที่ก้าวเข้ามาสู่วงการนี้เลย เพราะการก้าวเข้ามาเป็น 1 ในดงบังชินกิ ทำให้ผมได้รับความรักจากแฟนๆ แฟนเพลงมากมาย ผมซาบซึ้งใจมากครับ ( แคสซี่ทู้กคนรักแจและดงบังจ๊ะ) อืม...ผมเข้ามาเป็นสมาชิกคนที่ 3 ของดงบังชินกิครับ ตอนนั้นผมเป็น คิมแจจุง เด็กที่ขี้อายมากๆเลยนะ แต่ผมก็มีความฝันที่ยิ่งใหญ่นะครับ ผมทิ้งบ้านเกิดที่ซุงนัมเพื่อมาสร้างฝันของตนเองให้เป็นจริง ทันที่ที่ถึงกรุงโซล ผมก็ได้เข้าร่วมออดิชั่นของค่าย SM และตอนนั้นผมก็ชนะเลิศการออดิชั่นด้วยนะ ก่อนจะได้รับการเทรนอยู่ประมาณ 4 ปีได้ จากนี้นก็ได้ฤกษ์เป็นศิลปินเต็มตัวซะที และจากนั้นผมก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อที่เคยมีหมอดูทำนายไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า ยองอุง แจจุง หรือเรียกง่ายๆว่า ฮีโร่ ครับ

แต่ประสบการณ์ตอนออดิชั่นเพื่อเป็นศิลปินฝึกหัดเนี่ย ก็ไม่ได้นาบรื่นอย่างที่หลายๆคนคิดหรอกนะครับ ผมเคยตกไป 1 ครั้งเหมือนกัน จากนั้นผมก็ได้โอกาสอีกครั้ง ตอนนั้นผมโลภมากๆเลยล่ะ ทั้งร้อง ทั้งเต้น แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรจากคนอื่นๆเลย เรียกว่าฝึกฝนคนเดียวเลยล่ะ แต่พอตอนนี้มีสมาชิกอีก 4 คนอยู่ด้วยก็เลยรู้สึกอุ่นใจมากๆเลยครับ ตอนนั้นผมฝึกเรื่องเสียงร้องโดยการไปคาราโอเกะคนเดียว ( มะชวนเจนไปด้วยละคะ ) บางทีก็ร้องในห้องนอนของตัวเอง ส่วนใหญ่ผมจะฟังดนตรีมากกว่าร้องนะ เพราะผมคิดว่าการฟังเป็นสิ่งสำคัญ ตอนนั้นฟังแต่เพลงกังๆ พวกเพลงประกอบหนังหรือละคร ส่วนพวกเพลงเทคโน เพลงร็อกนี่ไม่ฟังเลยครับ ฟังแต่ K-Pop อะไรประมาณนั้นน่ะ แล้วก็จะฝึกฝนเลียนแบบเสียงของศิลปินที่ตัวเองชอบ ส่วนเรื่องการเต้นน่ะหรอ พอเข้ามาเป็นนักเรียนฝึกหัดก็ได้เต้น บอกตรงๆนะว่าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย เพราะตอนเป็นนักเรียนฝึกหัด และเพื่อจะเต้นให้เข้ากับคนอื่นๆได้ ผมก็ต้องใช้ความพยายามมากๆเลย แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดล้มเลิกความตั้งใจเลยครับ

กว่าจะมาเป็นดงบังชินกิที่มีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ได้ ผมต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเหมือนกันครับ ผมออกมาอยู่คนเดียวตลอดตั้งแต่อายุ 15 ปี ผมต้องฝ่าฝันมันด้วยจิตใจที่เข้มแข็งมากเลยนะ แต่พอข้ามผ่านช่วงเวลาการเป็นนักเรียนฝึกหัดมาได้แล้ว เรื่องที่อยากเอาชนะก็คือ การแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆของตนเองที่นึกคิดเอาไว้ คือผมยังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับ พอคิดอะไรแล้วก็มักจะแสดงออกมาทางร่างกาย คนรอบข้างมักจะบอกว่า ผิดนิดหน่อยอยู่เรื่อยเลยล่ะ แต่การตั้งใจและทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเหล่านั้น มันก็ส่งความชื่นใจมาให้ผมมากที่สุดในชีวิตเลยล่ะ มันทำให้ผมต้องเสียน้ำตาด้วย อย่างเมื่อ 10 กันยายน 2005 พวกเราดงบังชินกิได้ไปเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ที่โอลิมปิค สเตเดี้ยม ในกรุงโซล ตอนนั้นผมเพิ่งผ่าตัดข้อเท้าที่หักในระหว่างการฝึกซ้อมเต้น แต่เพราะแฟนๆ 5 หมื่นคนที่รอชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ และผมก็อยากมาพบเจอกับแฟนเพลงด้วย ตอนนั้นผมร้องเพลง Hug แล้วแฟนเพลงก็ร้องคลอตาม ผมถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยล่ะ ก็มันรู้สึกซาบซึ้งมากๆเลยนี่นา นอกจากนั้นแฟนๆยังตะโกนขึ้นมาบนเวทีอีกว่า หายเร็วๆนะ ผมก็ตอบพวกเขากลับไปด้วยรอยยิ้มสดใสว่า ผมไม่เจ็บเลยสักนิดเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรืออนาคตก็จะยิ้มต่อไปครับ มันเป็นวันที่ผมมีความสุขวันนึงเลยก็ว่าได้ และผมจะไม่มีวันลืมวันนั้นเลยครับ

ชีวิตของผมผ่านความยากลำบากมาเยอะครับ ถ้าเทียบกับเพื่อนๆสมาชิกในวงคนอื่นๆมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมอดที่จะร้องไห้โฮออก
าไม่ได้ ตอนนั้นพวกเราดงบังชินกิ ไปออกรายการๆนึง คุณพิธีกรได้ถาม ยุนโฮ และ เซีย ถึงเรื่องการที่ทั้งสองได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย รวมถึง ชางมิน ที่เข้าเรียนวิทยาลับเป็นนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว และคุณพิธีกรก็ถามผม ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว ว่า

คุณดร็อปเรียนเพื่อมาร้องเพลงใช่มั้ย

ใช่ครับ ผมอยากทำอะไรที่ผมชอบ

คุณต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมากมาย ตอนที่ต้องจากบ้านมาตามฝันที่กรุงโซลใช่มั้ย

ใช่ครับ ผมทำงานหลายอย่างเลย

ได้ยินมาว่า คุณถึงกับต้องขายเลือดด้วย

คำถามนี้มันทำให้ผมถึงกับอึ้งไปเลยครับ ความทรงจำที่เจ็บปวดในอดีตมันถาโถมเข้ามาทันที แต่ผมก็จำใจตอบไปตามความจริงว่า

ผมบริจาคเลือดต่างหาก และนั่นมันก็ทำให้ผมสามารถจ่ายค่าเช่าห้องได้ และด้วยเงินจำนวนน้อยที่เหลือนั่นแหละ ผมนำไปซื้อขนมประทังชีวิต

ชีวิตของผมดูเศร้ามั้ยครับ ( เศร้าจิ มากๆเลยด้วย TTT^TTT ) แต่ผมก็ผ่านมันมาได้นะ และทำให้รู้ว่า ผมไม่เสียใจเลยที่ตัวเองฝ่าฟันอุปสรรคมาถึงตอนนี้ มันทำให้ผมอดภูมิใจกับตัวเองไม่ได้จริงๆนะครับ ( นี่แหละคะ คนสู้ชีวิต )

จากนั้นพิธีกรก็ถามผมต่อว่า มันดูลำบากมากเลยนะ คุณทำทุกอย่างเพื่อขนมชิ้นน้อยๆ และได้ยินมาว่าตอนทำงานพาร์ตไทม์ คุณต้องกินราเม็งที่เหลือด้วยไม่ใช่หรอ (พิธีกรนี่อ่ะ ยังกะรายการถึงลูก ถึงคน ) เมื่อถามถึงตรงนี้ จุนซูที่นั่งฟังอยู่อย่างเห็นใจ เขาคงอดสงสารผมไม่ได้ จึงพยายามแก้ไขสถานการณ์โดยตอบแทนว่า ไม่ใช่นะ พี่แจจุงไม่ได้ตะกละเหมือนชางมินนะ ก่อนที่ชางมินจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ตอนนั้นผมเอาแต่เงียบ ไม่รู้จะพูอะไรออกมาดี ไม่ใช่ว่าผมลืมเรื่องที่ผ่านมานั่นหรอกครับ แต่ผมกำลังนึกถึงวันที่ยากลำบากนั่นต่างหาก ผมพูดขึ้นมาว่า ทั้งหมดนั่นก็เพื่อความฝันของผม แต่...ผมเคยหิวมากๆจริงๆนะ ตอนนี้แหละครับที่ผมพยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่มันขึ้นมาจุกที่คอลงไป แต่มันกลับทำให้ผมร้องไห้หนักมากยิ่งขึ้น เมื่อต้องนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองต้องเดิน 3 ชั่วโมงเพื่อประหยัดค่ารถเมล์ ทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่มีอาหารตกถึงท้องด้วยซ้ำ เล่ามาถึงตอนนี้ยูชอนได้ส่งทิชชู่มาให้ผม ส่วนชางมินนั่งเงียบ ตาเขาเริ่มแดง พิธีกรพูดต่อว่า ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน นั่นคือเรื่องที่หนักที่สุดที่เคยเจอเลยรึเปล่า (แจร้องไห้ไปแล้ว ดูจิยังถามต่ออีก T-T ตอนนั้นผมไม่ตอบอะไรแล้ว เอาแต่ปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม ยูชอนหันมาปลอบใจผมเบาๆว่า ไม่เป็นไรแล้วนะ ตอนนี้พวกเราก็โอเคแล้วล่ะ เขาพูดพร้อมกับเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่ผม ชีวิตคนเราก็ย่อมต้อวเจอทั้งเรื่องดีๆและเรื่องร้ายๆกันบ้างใช่มั้ยครับ แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ท้อหรอกนะ เพราะตอนนี้ผมมีเพื่อนๆที่รักผม ผมมีครอบครัวที่รักผม และยังมีแฟนเพลงอีกมากมายที่รักผม ขอบคุณทุกๆคนมากๆครับ

และตอนนี้ผมก็จะขอพูดถึงเหตุการณ์สำคัญๆที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ของผมบ้างล่ะ ก็เรื่องที่คุณพ่อแท้ๆ ขออ้างสิทธิ์ความเป็นพ่อกับผม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผ่านมาประมาณ2ปีนี่เองครับ คือจริงๆ แล้วผมจำเรื่องราวในอดีตอย่างละเอียดไม่ได้หรอก ผมเคยได้ยินมาว่าครอบครัวแท้ๆ ของผมทิ้งผมไว้ในชื่อ ฮัน แจจุง [/size]แต่ผมเพิ่งมาทราบชื่อพ่อแม่จริงๆ และรู้ว่าพวกท่านมีชีวิตอยู่เมื่อ 2-3 ปีก่อนนี้เองครับ ตอนนี้แม่ที่ให้กำเนิดผมมาจริงๆ ท่านก็อยู่สบายดี และทุกวันนี้ผมก็ติดต่อกับท่านอยู่เรื่อยๆครับ ผมคิดว่าปัจจุบันสำคัญกว่าอดีตครับ ผมอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ก็เพราะครอบครัวพ่อแม่บุญธรรมที่อุปการะผม ต่อไปผมก็ยังคงเป็น คิม แจจุง และผมก็รักครอบครัวที่รับเลี้ยงอุปการะผมมาตลอดครับ ถ้าได้อยู่ด้วยกันต่อไปก็คงดีครับ

ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งผมจะลืมไม่ลงเลยก็คือ อุบัติเหตุที่เกิดกับผมครับ วันนั้นผมขับรถสปอร์ตBMW
ไปกับมิกกี้ และประสบอุบัติเหตุชนกับต้นไม้ เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2007 นี่เอง ในวันปีใหม่ครับ และโชคดีครับที่พวกเราทั้งคู่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก ขอบคุณแฟนๆที่เป็นห่วงพวกเราและส่งกำลังใจมาให้นะครับ

พูดถึงเรื่องเครียดๆไปแล้ว ก็มาพูดถึงเรื่องความสุขกันบ้างดีกว่า ผมมีความสุขมากนะที่ได้นึกถึงเรื่องความฝันในวัยเด็ก ตั้งแต่เด็กๆ ทุกครั้งที่มีดาวตก ผมก็จะอธิษฐานขอให้ได้เป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต ด้วยความเป็นเด็กเลยคิดว่า ถ้าได้เป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตก็จะสามารถเอาของที่มีอยู่ในนั้นไปได้หมดทุกอย่าง ตอนนี้ความฝันนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยครับ ตอนนี้ผมอยากทำร้านอาหารเกาหลี (เอาจิ เด๋วจะไปช่วย อิอิ ) ที่ขายอาหารเกาหลีทุกอย่าง เป็นร้านอาหารที่ใหญ่กว่าซูเปอร์มาร์เก็ตน่ะ ซึ่งพอเล่าเรื่องนี้ให้ยูโนวฟัง เขาก็หัวเราะขึ้นมาแล้วก็พูดว่า "สมาชิกดงบังไม่ได้กินอาหารเกาหลีเพียงอย่างเดียวนะ ถ้าพวกเราไปที่ร้านนั้นคงไม่ได้การแน่ๆเลย" ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนน่ารักหรือเปล่า (น่ารักจิ ^o^ ) แต่พี่ๆทีมงานก็เคยให้สัมภาษณ์ กับพี่ๆสื่อมวลชนเกี่ยวกับความน่ารักของผมไว้ว่า "แจจุงเป็นคนพูดเก่ง โดยเฉพาะกับคนที่สนิท ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร เขามักชอบอธิบายแบบยาวเหยียด ครั้งนึงเคยเล่าเรื่องตลก เขาใช้คำวิเศษณ์ถึง 20 คำ เพื่อบรรยายปากกาลูกบอลลูกเดียว บางครั้งก็เล่าอธิบายแบบน้ำท่วมทุ่ง เพื่อบรรยายสิ่งต่างๆจนลืมไปเลยว่าเขากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร แต่เค้าก็ยังชอบที่จะทำแบบนั้น" ใช่แล้วล่ะครับ ผมเป็นคนพูดเก่งมาก พูดจนคนเค้าหูชาเลยล่ะ ผมว่าตัวเองค่อนข้างมีมนุษยสัมพันธ์ดีนะ เข้ากับคนง่าย แม้แต่กับคนแปลกหน้าก็เถอะ และผมก็ชอบทำอาหารด้วยนะ ผมทำเป็นหลายอย่างนะ และก็ชอบกินระหว่างทำอาหารด้วย ดังนั้นตอนที่ผมทำอาหารก็จะไม่ค่อยเหลือเท่าไร ฮ่า ฮ่า ( ละเค้าจาได้กินไหมอ่ะ มี๊)

เอาล่ะ ตอนนี้ก็มาพูดถึงสิ่งที่ผมชอบกันบ้างดีกว่า เอ!นายชอบอะไรที่สุดนะฮีโร่ อืม...ผมชอบพวกเสื้อผ้ามาตั้งนานแล้วล่ะครับ ( ถามเอง ละก็ตอบเอง เหอะๆ ) แต่ระยะหลังๆมานี่ สไตล์ที่ชอบจะดูเป็นผู้ใหญ่ต่างไปจากเมื่อก่อน เมื่อก่อนจะชอบกางเกงตัวใหญ่ๆ แต่ตอนนี้จะชอบกางเกงตัวเล็กๆ พอดีตัว สิ่งสำคัญอีกอย่างสำหรับผมคือ คอมพิวเตอร์ ก่อนหน้าที่ออกอัลบั้มแล้วก็มีคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น ทำให้ต้องอยู่ที่นั้นนานๆ ดังนั้นการติดต่อกับเพื่อนๆที่เกาหลี แล้วก็อีเมล์จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนั้นคอมพิวเตอร์ยังใช้เล่นอินเตอร์เน็ต/ เล่นเกมส์ /แต่งเพลง และได้เรียนรู้อะไรอีกหลายๆอย่างอีกด้วย ผมตั้งใจจะเรียนรู้มันให้มากขึ้นครับ และสิ่งที่ผมชอบในช่วงนี้ยังมี เดสซอส ด้วยนะ มันเป็นซอสที่เผ็ดนิดหน่อย ก็คนเกาหลีชอบของเผ็ดๆน่ะ ( งั้นแจอาจจะชอบส้มตำ ) ลองมากินกันดูนะครับ อร่อยจริงๆนะ ( แจเองก็ลองนะ เหอะๆ )


และถ้าผมจะไม่พูดถึงเพื่อนที่ผมรักมากที่สุดเลยคงจะไม่ได้หรอกจริงมั้ยครับ และนี่คือความจริงระหว่างเราYun-Jae Couple เราไม่ได้แกล้งทำว่ารักกันสนิทกัน เพื่อโชว์ทางทีวีเท่านั้นนะครับ แต่เราเป็นคู่ที่จริงใจ ที่แสดงออกถึงความเป็นเราจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องพูดออกไปตรงๆแบบนั้นก็ได้ ถึงแม้เราจะแค่นั่งคู่กันเฉยๆ เราก็ส่งออร่าดึงดูดความสนใจผู้คนแล้ว ยูโนวเขาเป็นคนที่โดเด่นมากนะ คุณอาจจะจำเค้าไม่ได้เวลามองดูใกล้ๆ แต่พอมองจากระยะไกลๆ เขาจะสูงจัดและมีใบหน้าที่เรียวเล็กมากๆ เขาช่างเป็นชายหนุ่มที่หล่อสมบูรณ์แบบจริงๆ อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ ทำให้เขาไม่ค่อยเป็นที่จดจำ คนหล่อลักษณะนี้มันดูยากจากการมองระยะไกล ดังนั้นเราควรจะอยู่ใกล้ๆ เพื่อที่จะได้สัมผัสออร่าหล่อแบบชัดๆ ถ้าจากไกลๆ เราจะมองไม่เห็นหน้าเค้าเลย เพราะหน้าเค้ามันเล็กเกินไป เคยดูเรื่อง Men in black มั้ยครับ ( รุจักแต่ Five in the black อ่ะแจ ^^" ) ไอ้ตัวเอเลี่ยนที่มันมีหัวเล็กๆนั่นละครับ ยูโนวก็มีหน้าที่เล็กๆแบบเดียวกันกับเอเลี่ยนนั่นเลย ( ดูเค้าเปรียบจิ - -" ) มันทำให้ผมอิจฉาน่ะครับ ( ฮ่าๆๆๆ )

และผมก็มีบางอย่างอยากจะพูดเหมือนกัน ผมเจอยูโนวมาก็ 6 ปีแล้ว ผมรู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับเค้าดี ตั้งแต่นิสัยส่วนตัวจนถึงทุกส่วนของร่างกาย ( แหม สนิทกันจริงๆนะ ) เมื่อใดก็ตามที่เค้ามีปฏิกิริยา หรือแสดงออกทางสีหน้าใดๆ ผมจะรู้ทันทีว่าเค้าคิดอะไรอยู่ แต่ว่ามันคงจะดีมากๆเลย ถ้าเค้าจะเป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้ อย่างตอนที่เราอยู่ในรายการโชว์ เค้าก็จะเก๊กไป แล้วเค้าจะดูหล่อเท่บาดใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำอะไรเลย และผมก็จะแบบว่า...ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย เค้าจะเป็นคนน่ารักนะในชีวิตจริง แต่เมื่ออยู่ในรายการโชว์แล้ว เค้าจะเก๊กหล่อ ผมจะแปลกใจว่า นี่เค้าทำมันเพื่อดงบังชินกิหรอ หรือจริงๆแล้วแอบอยากดังขึ้นไปอีก ( ฮ่าๆๆๆ ) ผมเคยพูดในรายการหนึ่งว่า ผมหนะเป็นคนประเภทที่อยากดังมากๆ หลังจากที่พูดออกไปแล้ว ก็มีฟีดแบ็กตอบกลับมาดีมากๆ ผมเลยคิดว่าเค้าแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง เพื่อเรียกแม่ยกมากกว่าจะพูดออกมาด้วยคำพูดตรงๆ ( ฮ่าๆๆๆ ) มันรบกวนใจผมมากนะ ผมคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมพูดเรื่องนี้ออกมา และยังมีอีกอย่างที่อยากจะบอกกล่าว มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ ยูโนวน่ะตอนที่เค้าอยู่กับคนอื่น เค้าจะพูดแต่สิ่งที่ดีๆ ชมเราเสมอๆ ผมไม่ได้ฟังจากปากเค้ามาหรอก แต่ผมได้ยินมาจากคนอื่นอีกทีนึง และเมื่อได้ยินอะไรแบบนั้น มันทำให้ผมชื่นใจจริงๆนะ แต่คงจะดีกว่านี้นะถ้าได้ยินจากปากเค้าโดยตรง ผมแอบเสียใจนิดๆนะเนี่ย แต่มันก็ดีที่สุดแล้วนะ และผมก็รักที่เค้าเป็นแบบนั้น ผู้นำที่แท้จริง

Credit : Dong Bang Shin Gi (The gift from god : The gift for U )


Comment

Comment:

Tweet